วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิอะไรบ้าง

              สำนักงานฯ ได้เห็นว่าท่านบางคนมีความจำเป็น ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ จึงเสนอรายละเอียด

การแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิฯ

          หากในวันเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้เพราะมีกิจธุระจำเป็น ต้องไปแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเทียนท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เสียสิทธิ 3 ประการ

การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
  1. มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
  2. เจ็บป่วย พิการ สูงอายุ ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้
  3. พิการ หรือสูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  4. เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
  5. มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กม.
  6. มีเหตุสุดวิสัยอื่นที่ กกต.กำหนด
วิธีการแจ้งเหตุ ระหว่างก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน จนถึงหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน  
  1. กรอกแบบฟอร์มหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ (ส.ส. 28) โดยระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน
  2. แนบหลักฐานเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
  3. ยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ได้ 3 วิธีการ คือ
    3.1 ยื่นด้วยตนเอง
    3.2 มอบหมายบุคคลอื่นไปยื่นแทน
    3.3 ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่แจ้งเหตุ เสียสิทธิ 3 ประการ
  1. เสียสิทธิการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
  2. เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.
  3. เสียสิทธิการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน สิทธิทั้ง 3 ประการ จะได้กลับคืนมาเมื่อไปใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือท้องถิ่น

จาก  การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร 2557

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

แลกbacklink ได้

แลกbacklink กับทางสำนักงานฯ ได้  โดย นำโคดนี้ ไปวางไว้ในเว็ปของท่านแล้ว แจ้งมาที่บทความนี้ว่า เว็บท่านได้วางโคดสำนักงานฯไว้ตรงไหน และ แจ้งโคดของท่านกลับมาที่สำนักงานฯ

<p><a href="http://lawyernnp.6te.net/" title="สำนักงานกฎหมาย นพนภัส ทนายความ"> <img title="สำนักงานกฎหมาย นพนภัส ทนายความ" src="nnl-valid.png" alt="NNL" /></p>



โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่


วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

การลดหย่อนภาษี

           

                 การลดหย่อนภาษีของบุคคล  ซึ่งทางสำนักงานฯได้เรียกให้ทราบแล้วว่า บุคคล  มีอยู่ 2 จำพวก คือ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

                 กล่าวโดยย่อๆว่า  การลดหย่อนภาษีนั้น  ก็คือ  การหักลดรายจ่ายของเราออกจากรายรับของเรา  และยังมีการลดหย่อนที่รัฐ  ย่อมให้หักออกจากฐานภาษีอีก  นั้นก็คือ  รายจ่ายที่เราต้องจ่ายไปมีดัง

จะกล่าวต่อไปนี้


1.ลดหย่อนส่วนบุคคล

1 ผู้มีเงินได้(ผู้เสียภาษีเอง)                                                                      หักลดหย่อนได้  30,000 บาท  

2 คู่สมรส (ที่ไม่มีเงินได้) ซึ่งไม่ได้ทำงาน แบบว่าสามีหรือภริยา หาเลี้ยง  หักลดหย่อนได้30,000 บาท

3 บุตรที่ศึกษาในประเทศ                                                                 หักลดหย่อนได้ คนละ 17,000 บาท ***ทั้งนี้ไม่เกิน 2 คน

4 บุตรที่ไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาในต่างประเทศ                                  หักลดหย่อนได้ คนละ 15,000 บาท
***ทั้งนี้ไม่เกิน 2 คน โดยรวมกับข้อ 3 ด้วย

5 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดาของผู้มีเงินได้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้
ทั้งนี้ บิดามารดามีอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษี
                                                                                                           หักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท

6 ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ทั้งนี้ คนพิการหรือคนทุพพลภาพต้องไม่มีเงินได้
พึงประเมินเกิน 30,000 บาทในปีภาษี
                                                                                                            หักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท


2. ลดหย่อนและยกเว้น สำหรับเบี้ยประกันชีวิต

1 ผู้มีเงินได้
ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
(หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 90,000 บาท)

หากเบี้ยประกันภัยที่จ่าย เป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ

ที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป ให้ยกเว้นอีกร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

2 คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท


3. ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพ บิดา มารดา ของผู้มีเงินได้ และบิดา มารดาของคู่สมรส ที่ไม่มีเงินได้

ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

4. ลดหย่อนและยกเว้นเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท(หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 490,000 บาท และไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง)

5. ยกเว้นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

เงินได้ตามจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
เพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ พ.ศ.2535

ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับ
เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน


6. ยกเว้นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เงินได้ตามจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม
หุ้นระยะยาว ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ พ.ศ.2535

ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 500,000 บาท


7. ยกเว้นเงินสะสม กบข.

ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท


8. ยกเว้นเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท


9. ยกเว้นเงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
แรงงาน (ไม่รวมค่าชดเชยเพราะเหตุเกษียณอายุ หรือสิ้นสุด
สัญญาจ้าง)

ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ของค่าจ้างหรือเงินเดือนของการทำงาน 300 วันสุดท้าย


10. ลดหย่อนและยกเว้น สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการมีที่อยู่อาศัย

10.1 ผู้มีเงินได้กู้ยืมคนเดียว
ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
(หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 90,000 บาท)

10.2 ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม
ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ตามส่วนเฉลี่ยดอกเบี้ยของจำนวนผู้กู้

11. ลดหย่อนเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม
ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม

* กรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท

12. ลดหย่อนและยกเว้นเงินบริจาค

12.1 ยกเว้นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา
2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ร้อยละ 10
ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นก่อนหักลดหย่อนเงินบริจาค


12.2 ยกเว้นค่าใช้จ่ายและเงินบริจาค ดังนี้

· ยกเว้นค่าใช้จ่ายการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน
· ยกเว้นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์
· ยกเว้นเงินบริจาคให้แก่กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น
· ยกเว้นค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับยกเว้นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นก่อนหักลดหย่อนเงินบริจาค


12.3 ลดหย่อนเงินบริจาคทั่วไป
ตามจำนวนที่จ่ายจริง ในเดือน ม.ค. ถึง ธ.ค. แต่
ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่น


12.4 ลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
1.5 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริงในเดือน ก.ย. ถึง ธ.ค. 2554 แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคทั่วไป ต้องไม่เกินร้อยละ10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและ
ค่าลดหย่อนอย่างอื่น

13. ยกเว้นเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในไทย และมีอายุ
ไม่ต่ำกว่า 65 ปี บริบูรณ์
ยกเว้นตามจำนวนเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 190,000 บาท

14. ยกเว้นเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นคนพิการอยู่ในไทย และ
มีอายุไม่เกิน 65 ปี บริบูรณ์
ยกเว้นตามจำนวนเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 190,000 บาท

15. ยกเว้นเงินได้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ฯ
ตามจำนวนที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ฯ ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5,000,000 บาท ซึ่งได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในระหว่างวันที่ 21 ก.ย. 2554 ถึง 31 ธ.ค. 2555 เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน เป็นจำนวนไม่เกินภาษีเงินได้ที่คำนวณจากเงินได้สุทธิหรือที่ต้องชำระก่อนการคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษี แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน โดยให้ใช้สิทธิเป็นจำนวนเท่าๆกัน ในแต่ละปีภาษี

16. ยกเว้นเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก
อุทกภัยที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่
25 ก.ค. 2554 – 31 ธ.ค. 2554

ตามจำนวนที่จ่ายจริงเป็นค่าซ่อมแซมบ้าน แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการใช้สิทธิในปีภาษี 2554 และปีภาษี 2555

17. ยกเว้นเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบ
จากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่
25 ก.ค. 2554 – 31 ธ.ค. 2554

ตามจำนวนที่จ่ายจริงเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับการใช้สิทธิในปีภาษี 2554 และปีภาษี 2555

รู้แบบนี้แล้ว  ท่านไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ว่าได้  ทางสำนักงานฯ  จึงเรียนมาให้ท่านเพื่อใช้ในการคำนวนภาษีอย่างถูกต้อง  และได้รับประโยชน์จากกฎหมายสูงสุด  จาก สำนักงานกฎหมาย นพนภัส  ทนายความ

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

สามีภริยาหรือเป็นแฟนกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วทรัพยสินเป็นของใคร

                  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายในประเทศเราหรือแม้แต่ต่างประเทศ  ซึ่ง ทางสำนักงานฯ  ขอเสนอทางออกซึ่งเป็นทางออกตามกฎหมายวางไว้

                   ก่อนอื่นต้องมีเรื่องโต้เถียงกันระหว่าง สามีของเราหรือภริยาของเราว่า  ตู้เย็นที่ซื้อมาเป็นสามีของเราหรือภริยาของเรา  หรือบ้าน  รถ  หรือทรัพย์สินอะไรมากมาย  เป็นของใคร
ทางสำนักงานฯ ของเรียนให้ท่านทราบว่า  การได้ระหว่างเป็นแฟนกันหรือสามีภริยากันโดยไม่ได้จะทะเบียนสมรสนั้น  ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่  เป็นกิ๊กหรือชู้กันก็ตาม  ทรัพยสินทั้งหลาย  กฎหมายถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันหรือเรียกตามภาษากฎหมายว่า  กรรมสิทธิ์รวม   ซึ่งตามนัยของกฎหมายกฎหมายมองว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นแฟนกัน  เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  เป็นกิ๊กกัน ก็สุดแล้วแต่กรณีนั้น  เป็นการร่วมลงทุนกันระหว่างคนสองคน  เมื่อเลิกลาจากกันไป  กฎหมายจึงให้แบ่งทรัพย์สินนั้นเป็นคนละเท่าๆกัน
                 ดังที่บัญญัติใน
                     ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
                      มาตรา ๑๓๖๔ การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม หรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน
                     ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้


โปรดติดต่อบทความของทางสำนักงานต่อไปครับ สำนักงานกฎหมาย นพนภัส  ทนายความ

การเลิกจ้างและการจ่ายค่าชดเชย


การเลิกจ้าง และค่าชดเชยการเลิกจ้าง

                    การเลิกจ้าง การเลิกจ้างคืออะไร และพฤติกรรมอย่างไรเป็นการเลิกจ้าง เมื่อมีการเลิกจ้าง ลูกจ้างจะได้สิทธิอะไรบ้างตามกฎหมาย

 
***ก่อนอื่นสำนักงานฯ ขอนำเสนอการเลิกจ้างที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมก่อน**

ดังต่อไปนี้

******พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง******

             1. การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป โดยไม่ได้บอกลูกจ้างตรงๆ และไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด หมายถึง กรณีที่นายจ้างกระทำการใด ๆ ก็ตามต่อลูกจ้างที่เป็นการแสดงว่านายจ้างมีเจตนาจะไม่ให้ลูกจ้างได้ทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างนั้น เช่น ไม่ยอมให้ลูกจ้างเข้าทำงาน สั่งยามรักษาการณ์ไว้ไม่ให้ลูกจ้างเข้ามาทำงานไม่ให้ลูกจ้างประทับบัตรลงเวลาทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ด้วย หากนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานแต่ยังคงจ่ายค่าจ้างให้ยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง เช่น พักงานระหว่างสอบสวนยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง

            2. กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างไม่
สามารถดำเนินกิจการต่อไป หมายถึง กรณีที่นายจ้างมิได้มีเจตนาที่แท้จริงที่จะไม่จ้างลูกจ้างต่อไปเหมือนกรณีแรก แต่เป็นกรณีที่นายจ้างนั้นไม่มีงานที่จะให้ลูกจ้างทำต่อไปหรือนายจ้างถูกสั่งปิดกิจการโดยไม่มีกำหนด หรือนายจ้างเลิกกิจการเพราะภาวะขาดทุน การยุบแผนก

            เนื่องจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในกรณีเช่นนี้แม้ว่านายจ้างยังไม่ได้มีการบอกเลิกลูกจ้าง ถ้าหากนายจ้างไม่มีการจ่ายค่าจ้างก็ต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างด้วย นายจ้างจะอ้างว่ายังไม่ได้บอกเลิกจ้างไม่ได้

         ผลที่ตามมาของการเลิกจ้าง  เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย จะจ่ายน้อยกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้(ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานฯได้เขียนในบทความเรื่องค่าชดเชยแล้วครับ) และต้องจ่ายทันทีที่เลิกจ้าง ผลัดไม่ได้  ซึ่งหากไม่จ่ายเงินค่าชดเชยในทันทีต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15  ต่อปี  โดยคำนวนจากเงินค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง

ติดตามบทความขอทางสำนักงานฯ  ได้ในบทความหน้าครับ

โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

ความรู้เกี่ยวกับภาษีเบื้องต้น

               การเสียภาษี หลายๆคนอาจมองความเป็นสิ่งที่ต้องเสียให้แก่รัฐบาลเพื่อช่วยประเทศชาติ แต่บ้างทีมันก็อาจทำให้เราได้รับความเดือดร้อนทางด้านการเงินในบางโอกาส ซึ่งกฎหมายได้ให้โอกาสและเป็นทางออกที่ดีสำหรับการการเสียภาษีน้อยลงหรืออาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยก็เป็นไปได้ ทางสำนักงานฯ จึงขอเสนอแนวทางดังนี้

              ทั้งนี้การคำนวนภาษีทางกฎหมายต้องคิดจากฐานภาษีรายได้ของบุคคลซึ่งคำว่าบุคคลรวมทั้ง บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ส่วนความแตกต่างจะอธิบายในส่วนต่อไปในบทความหน้าๆครับ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกัน ฐานภาษีก่อน รายละเอียดมีดังนี้

          ฐานภาษี (TAX BASE)

           ฐานภาษี หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุขั้นต้นที่ทำให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร หรือ สิ่งที่ใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีอากร เช่น ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือเงินได้สุทธิ ซึ่งก็คือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เป็นต้น
ฐานภาษี มี 3 ประเภท คือ
              1. ฐานรายได้ เป็นฐานภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดฐานหนึ่ง เพราะเชื่อว่ารายได้เป็นเครื่องวัดความสามารถในการเสียภาษี (ability – to -pay) ของบุคคลได้ดีที่สุด ภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้มีทั้งที่เรียกเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

               2. ฐานการบริโภค หมายถึง การนำค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าหรือบริการมาเป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีอากร เช่น ภาษีการขายทั่วไป ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภคนี้เป็นฐานภาษีที่สำคัญอีกฐานหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนา เพราะว่า ภาษีเก็บจากฐานการบริโภคเป็นภาษีที่เก็บค่อนข้างง่าย มีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้ และกำลังการบริโภคของประชาชนโดยทั่วไปอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการออม

                3. ฐานทรัพย์สิน เป็นภาษีที่เก็บจาก
                     3.1). ทรัพย์สินเฉพาะอย่าง นิยมจัดเก็บจากทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ประเภทที่ระบุหรือกำหนดมูลค่าได้ง่าย เช่น ภาษีรถยนต์ เก็บจากทรัพย์สินประเภทรถยนต์ ภาษีบำรุงท้องที่ของไทยเก็บจากทรัพย์สินประเภทที่ดินหรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน เก็บจากทรัพย์สินประเภทโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมกับที่ดิน ซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ เป็นต้น
                      3.2). ทรัพย์สินโดยรวม จะต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกัน เพื่อเป็นฐานในการประเมินภาษี ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดเก็บให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่มาก ทั้งในด้านการติดตามรวบรวมทรัพย์สินของผู้เสียภาษีแต่ละรายให้ครบถ้วน และในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินบางประเภท เช่น เพชรพลอย ศิลปวัตถุทั้งหลาย นอกจากฐานภาษีสำคัญ 3 ฐาน ที่กล่าวมานี้แล้ว ในการเรียกเก็บภาษีโดยทั่วไปยังมีฐานภาษีอย่างอื่น เช่น การจัดเก็บภาษีรัชชูปการ ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายหัวจากชายฉกรรจ์ แท่นการเข้ารับราชการทหาร การจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเรียกเก็บจากผู้ถือสัญชาติไทย หรือจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเป็นรายครั้งของการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ค่าใบอนุญาตต่างด้าว ซึ่งเก็บจากคนต่างด้าวที่ได้ขออนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เป็นต้น



                     วันนี้ขอจบการนำเสนอไว้เพียงเท่านี้ ในบทความหน้าจะเป็นในเรื่องของการลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการลดภาษีทั้ง บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ครับ
โดย ทนายความเชียงใหม่,ทนายเชียงใหม่,ทนายความเชียงใหม่

การเลิกจ้างและการจ่ายค่าชดเชย 


                       1. สิทธิในการเลิกจ้างในกรณีที่บริษัทฯ ตัดสินใจที่จะเลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างผู้หนึ่งผู้ใดซิ่งมิได้มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน บริษัทฯ มีอำนาจใช้ดุลยพินิจในอันที่จะ
ส่งหนังสือบอกกล่าวการเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างผู้นั้นเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้างก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดวันเลิกจ้างนั้น หรือ
เมื่อได้ส่งหนังสือการบอกกล่าวการเลิกจ้างแล้ว บริษัทฯ อาจให้พนักงานหรือลูกจ้างนั้นพ้นจากหน้าที่การงานโดยทันที และจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างผู้นั้นจนถึงวันซึ่งครบกำหนดในหนังสือบอกกล่าวนั้น

                      แม้ว่าจะมีข้อปฎิบัติข้างต้นแล้วก็ตาม บริษัทฯ มีสิทธิจะเลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างล่วงหน้าได้ถ้าหากหนักงานหรือลูกจ้างผู้นั้น
จงใจขัดคำสั่ง หรือ ละเลยต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย กฎและระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯ เป็นอาจิณ
ละทิ้งหน้าที่การงานในบริษัทฯ เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
กระทำความผิดร้ายแรง
กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุลวงไปโดยถูกต้องและสุจริต
การกระทำความผิด หรือกระทำการใดๆ ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ว่าสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย




2. เลิกจ้างโดยได้รับค่าชดเชย

                   บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างดังต่อไปนี้
                    พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี บริษัทฯ จะจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา 30 วันสุดท้าย หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี บริษัทฯ จะจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา 90 วันสุดท้าย หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 90 วันสุดท้ายซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
                  พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี บริษัทฯ จะจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา 180 วันสุดท้าย หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 180 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี บริษัทฯ จะจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา 240 วันสุดท้าย หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 240 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป บริษัทฯ จะจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราขั้นสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

                    ทั้งนี้ กฎข้อบังคับว่าด้วยเรื่องค่าชดเชยนี้มิพึงนำมาใช้บังคับในกรณีการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของบริษัทฯ ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีโดยบริษัทฯ และพนักงานหรือลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

                    อนึ่ง พนักงานและลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานดังนี้

1. เกษียณอายุ

(ก) พนักงานหรือลูกจ้างจะครบเกษียณเมื่อมีอายุครบ 55 ปี โดยถือวันสุดท้ายของปฏิทิน ที่มีอายุครบ 55 ปี เป็นวันเกษียณ

(ข) ถ้ามีการเสนอของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและผ่านการอนุมัติโดยผู้บริหารระดับชั้น 1 พนักงานหรือลูกจ้างที่เหมาะสมอาจได้รับการต่ออายุการทำงานอีกเป็นรายปีจนถึงอายุ 60 ปี

(ค) ถ้ามีการเสนอผู้บริหารระดับชั้นตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และผ่านการอนุมัติโดยผู้บริหารระดับชั้น 1 พนักงานหรือลูกจ้างที่เหมาะสมอาจได้รับการต่ออายุการทำงานอีกเป็นรายปีจนถึงอายุ 65 ปี

2. สุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้โดยความเห็นของแพทย์

3. ด้วยเหตุผลอื่น โดยเหตุผลดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน




3. เลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย

               บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานและลูกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
               เสียชีวิต : การที่พนักงานหรือลูกจ้างถึงแก่ความตายไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม
เลิกจ้างตามกำหนดเวลา : เป็นการเลิกจ้างที่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้อย่างแน่นอน
เลิกจ้างระหว่างทดลองงาน : เนื่องจากพนักงานหรือลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน โดยมีระยะเวลาการทดลองงานไม่เกิน 119 วัน
                ลาออก : กรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างแสดงความประสงค์ที่จะพ้นสภาพการจ้างงานด้วยตนเอง ทั้งนี้จะต้องแสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นภายในกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนถึงวันที่ประสงค์จะลาออก
ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่บริษัทผู้เป็นนายจ้าง
                 จงใจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย
                  ประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
                  ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของบริษัทฯ อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และบริษัทฯ ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรงที่บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องตักเตือน โดยหนังสือเตือนให้มีผลบังคับใช้ได้ไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่พนักงานหรือลูกจ้างได้กระทำผิด
ละทิ้งหน้าทีเป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ




4. ค่าชดเชยพิเศษ
                 ในกรณีที่บริษัทฯ ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น อันมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงาน ลูกจ้าง หรือครอบครัว ซึ่งบริษัทฯ จะต้องแจ้งให้พนักงานและลูกจ้างรับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ ในการนี้ถ้าพนักงานหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย ให้พนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ โดยพนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่แจ้งให้พนักงานและลูกจ้างทราบเกี่ยวกับการย้ายสถานประกอบการกิจการล่วงหน้า บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
ในกรณีที่บริษัทฯ จะเลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างเพราะเหตุที่บริษัทฯ ปรับปรุงหน่วยงานหรือการบริการ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนพนักงานและลูกจ้างลง บริษัทฯ จะแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อของพนักงานและลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และพนักงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนจะเลิกจ้าง ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่แจ้งให้พนักงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าที่กำหนด นอกจากจะได้ค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ แล้ว บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้ายสำหรับพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
                  ในกรณีที่บริษัทฯ เลิกจ้างพนักงานหรือลูกจ้างตามข้อ 2. และพนักงานหรือลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 15 วันสุดท้ายต่อการทำงานครบปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ค่าชดเชยนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 360 วันสุดท้ายสำหรับพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบ 1 ปีถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี


จาก สำนักงานกฎหมาย นพนภัส ทนายความ






          เป็นทนายความเชียงใหม,ทนายความแม่ฮ่องสอน ยินดีให้บริการพี่น้องทุกท่านให้ได้รับความยุติธรรมสูงสุดตามกฎหมายที่ให้สิทธิรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

               โดยให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย ฟรี!! โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งทางสำนักงานฯ รับว่าความในคดีเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น ซึ่ง

                ไม่ว่าจะเป็น เช็ค ผิดสัญญาเงินกู้ จำนอง จำนำ ค้ำประกัน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ ตั้งผู้จัดการมรดก เป็นต้น


Tel.  095-778-8803 ทนายนพรุจ

พระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ . ศ . ๒๔๙๗ ภูมิพลอดุลยเดช ป . ร . ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ . ศ . ๒๔๙๗ เป็นปีที่...