วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

การยิงชู้ในขณะร่วมประเวณีกับสามีหรือภริยาของเราจะมีความผิดหรือไม่




สามีหรือภริยาโดยจดทะเบียนตามกฎหมาย ยิงชู้มีความผิดหรือไม่
                การประพฤติผิดศีลธรรมในบางครั้งกฎหมายได้นำหลักด้านศีลธรรมมาบัญญัติเป็นกฎหมายเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในสังคม
                การเป็นชู้กับสามีหรือภริยาของชาวบ้าน เป็นการผิดศีลธรรมที่ได้ปฏิบัติกันมานมนาน  ทนายเชียงใหม่จะได้นำเสนอบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของสามีหรือภริยาต่อชู้ว่าจะมีความผิดอย่างไร ทนายความเชียงใหม่ ไม่ได้คิดเรื่องราวหรือแต่งเรื่องราวขึ้นมาแต่อย่างไร แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจริงๆ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า
                นายเอกับนางบี ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานางบีเป็นชู้กับนายซี และระหว่างที่นางบีกับนายซีมีการร่วมประเวณีกันอยู่นั้น นายเอได้เข้ามาพบ เหตุการณ์ระห่างนางบีกับนายซี ทำให้นายเอได้เอาปืนมายิงนายซี  เป็นเหตุให้นายซีถึงแก่ความตาย
                จึงมีประเด็นตามปัญหาในข้อกฎหมายว่า นายเอจะมีความผิดฐานใด และสามารถอ้างเหตุบรรเทาโทษหรือลดโทษหรือยกเว้นโทษอย่างไร???
                ทนายจังหวัดเชียงใหม่ จะได้นำเสนอข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีมีว่า
                ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
                ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 68  ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
                จากกรณีตามปัญหา การที่นายเอใช้ปืนยิงนายซีถึงแก่ความตาย เป็นการฆ่านายซีโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 แต่การที่นายเอกระทำความผิดไป เนื่องจากเพื่อป้องกันเกียรติยศและชื่อเสียง ซึ่งนายซีได้กำลังกระทำการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่นายซีได้กระทำในขณะนั้น และนายเอได้กระทำไปพอสมควรแต่เหตุ นายเอจึงได้รับการยกเว้นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68
                ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การที่สามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายยิงชู้ในขณะร่วมประเวณีกับสามีหรือภริยาเราขณะร่วมประเวณี ย่อมไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ตัดสินเกี่ยวกับกรณีที่ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่ได้นำเสนอดังนี้
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2479
                ชายพบภริยาของตนกำลังร่วมประเวณีทำชู้กับชายอื่นจึงฆ่าภริยาและชายชู้ตายทั้งสองคนนั้นทันทีเช่นนี้ ถือว่าเป็นการป้องกันเกียรติยศและชื่อเสียง พอสมควรแก่เหตุ ไม่มีโทษ
                ถึงแม้จะไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่การกระทำอะไรที่เกินกว่าความจำเป็น ศาลอาจตัดสินออกไปอีกแนวทางหนึ่งได้ ตามยุกและสมัยนั้นๆ ฉะนั้น ทนายความเชียงใหม่แนะนำว่า ให้หันหน้าเข้ามาคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหาจะดีที่สุดครับ

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

แนวทางการขายแชร์จะเป็นอย่างไรมาดูกัน

วันนี้ ทนายจังหวัดเชียงใหม่จะได้พรีเซนเทชั่นวิธีขายแชร์มาฝากกันนะครับ
ในบางคนมีความชื่นชอบสำหรับในการเล่นแชร์มากมาย เมื่อเกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทันไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่างวดรถ ค่าเทอมลูก ค่ารักษาโรคประจำตัว ค่าใช่จ่ายในครอบครัว รวมถึงค่าแชร์ด้วย จนกระทั่งท่านจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากที่อื่นมา ไม่ว่าจะเป็นกู้เงินกู้ในระบบหรือนอกระบบมาเพื่อขจัดปัญหาทางการเงินของท่าน ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในวันนี้ ทนายความจังหวัดเชียงใหม่จะได้เสนอ ทางออกหนึ่งซึ่งท่านสามารถนำวิชาความรู้ ”ตรงนี้” ไปใช้ขจัดปัญหาเหล่านั้นได้ มันจะคืออะไรนั้นพวกเรามาดูกันเลย
“แชร์” ท่านรู้ไหมว่า มันสามารถจำหน่ายได้?
แชร์ในทางข้อบังคับแล้วเป็นสิทธิอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งเนื่องจากมีราคา จึงมีสิทธิที่จะจำหน่ายและซื้อขายได้
สำหรับวิธีการซื้อขายยังไงนั้น ข้อบังคับไม่ได้ระบุว่าจะต้องทำเป็นหนังสือกัน เพราะฉะนั้นเพียงแต่ท่านยกโทรศัพท์ว่าจะขายแชร์ของท่านที่ท่านประมูลได้ให้แก่บุคคลอื่นแล้วก็แจ้งให้แก่นายวงรู้เพียงเท่านี้ ก็ได้ผลในทางกฎหมายแล้ว แต่แม้กระนั้น ข้อบังคับไม่ต้องการหลักฐานสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนแชร์ แต่ว่าทางปฏิบัติแล้ว ทนายความเชียงใหม่ขอชี้แนะว่า ควรที่จะทำเป็นบันทึกหรือเอกสารหรือหนังสือแล้วลงนามทั้งสองฝ่ายไว้ เนื่องจากว่าจะมีคุณประโยชน์ในทางนำสืบคดีของท่านในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
จากกรณีตามปัญหาและก็เกร็ดความรู้ที่ทนายเชียงใหม่ได้เสนอไปนั้น ทนายจังหวัดเชียงใหม่มิได้คิดเอาเอง แม้กระนั้นอ้างอิมาจากคำตัดสินดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2524 สิทธิในการเป็นลูกวงในการเล่นแชร์เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งเพราะมีราคาและอาจถือเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 99 จึงจำหน่ายและซื้อขายกันได้ จำเลยขายสิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194 การซื้อขายแชร์กฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือการซื้อขายจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในบังคับว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้

เครดิตบทความจาก : https://www.xn--42cgi4cjab1btnchd1exbza5gvad6dvnqc6f.com/ Tags : ทนายความเชียงใหม่ , ทนายความ , รับว่าความ

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

การค้าขายที่ดินนั้นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

สำหรับในการซื้อขายที่ดินนั้น บางบุคคลบางทีอาจจะอยากขายที่ดินโดยขาดมือหรือเปลี่ยนมือไป แม้กระนั้นบางคนบางทีอาจจะอยากขายที่ดินเพื่อเป็นทุนสำหรับการประกอบธุรกิจของตนให้เจริญงอกงามขึ้นมากแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการนั้นมาซื้อที่ดินกลับคืนไป กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการตกลงขายฝากกันขึ้น
ธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวกับการขายฝากนั้น เป็นการค้าขายที่ดินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้ซื้อที่ดิน แล้วมีข้อตกลงว่าจะไถ่ทรัพย์สินหรือที่ดินคืน ภายในเท่านั้นเท่านี้คราว จะเห็นได้ว่า การค้าขายที่ดินโดยวิธีขายฝากนั้น ควรจะมีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะขายฝาก ต่างจากทำข้อตกลงจะซื้อขายที่ดิน ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีสิทธิในขณะทำความตกลงก็ได้
การทำความตกลงขายฝากจึงมีบุคคลหลงผิดว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เนื่องจากว่าสามารถไถ่คืนได้ในภายหลัง ด้วยเหตุดังกล่าว ความเข้าใจดังที่กล่าวถึงแล้วก็เลยส่งผลต่อข้อบังคับทำให้นิติกรรมที่ทำนั้น ผู้มีส่วนได้เสียหรือโจทก์สามารถล้มเลิกนิติกรรมได้ให้วันหลัง ดังคำวินิจฉัยดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1048/2536 โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำที่พิพาทไปจำนองธนาคารโดยมิได้กรอกข้อความ จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปทำนิติกรรมซื้อขายที่พิพาท หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทมิได้เกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทคงเป็นของโจทก์ ไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขายฝากที่พิพาท แม้จำเลยที่ 2และที่ 3 จะจดทะเบียนรับซื้อฝากที่พิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 2 และที่ 3ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและขายฝากที่จำเลยที่ 1 ทำไปได้
เพราะฉะนั้น การตกลงขายฝากคนซื้อจะต้องตรวจตราความการมีสิทธิ์ของคนขายด้วย ส่วนคนขายเองก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคโดยการกระทำการอย่างสุจริตพูดอีกนัยหนึ่ง จำเป็นต้องให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยถูกการโอนขายฝากให้แก่ผู้บริโภค

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ปรึกกฎหมายเชียงใหม่ เครดิต : http://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/ Tags : ทนายเชียงใหม่,ปรึกกฎหมายเชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

เมื่อการเช่าสิ้นสุดใครมีสิทธิในบ้านที่สร้างในระหว่างเช่า

 การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อมีการก่อสร้างตึก ที่ทำการ หรือแม้ว่าจะปลูกบ้านลงไปในที่ดินแล้ว ต่อมาเมื่อการเช่าสิ้นสุดลง จึงมีคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่า ผู้ใดกันแน่จะเป็นเจ้าของอาคาร ตึก ที่ทำการ หรือ บ้านที่ผู้เช่าได้ก่อสร้าง ในมุมของผู้ให้เช่ายอมต้องรู้สึกว่า ในเมื่อมีการก่อสร้างในที่ดินของผู้ให้เช่าแล้ว ตึก ตึก ที่ทำการ หรือบ้าน ย่อมเป็นของผู้ให้เช่าโดยเป็นส่วนควบของที่ดินที่เช่า ในมุมของผู้เช่าก็เห็นว่า ผู้เช่าได้ใช้สิทธิเช่าเพื่อมาสร้าง อาคาร ตึก ที่ทำการหรือบ้าน ในระหว่างที่เช่า จึงการปลูกสร้างอาคาร ตึก สำนักงานหรือ บ้านโดยมีสิทธิ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็เลยเป็นของผู้เช่า นอกนั้น ยังมีประเด็นตามว่า ผู้เช่าจำเป็นต้องออกจากที่ดินที่เช่าหรือไม่ ก็เลยมีการฟ้องศาลกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า โดย ศาลได้ตัดสินแล้วว่า สิ่งก่อสร้างของผู้เช่า เป็นของผู้เช่าไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า แต่ผู้เช่าต้องรื้อถอนออกไปจากที่ดินที่เช่า แล้วก็ใจความสำคัญต่อมา ผู้เช่าต้องออกมาจากที่ดินที่เช่า และการที่ผู้เช่าอยู่ในที่ดินที่เช่านับจากเวลาหมดช่วงเวลาเช่าแล้ว ย่อมเป็นการอยู่โดยฝ่าฝืนสิทธิของผู้ให้เช่า ดังนั้น ผู้เช่าจำเป็นต้องใช้ค่าทำขวัญให้แก่ผู้ให้เช่า และออกจากที่ดินของผู้ให้เช่า ข้อสรุปมี
                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2550 เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากผู้จัดการมรดกของ ท. ระหว่างอายุสัญญาเช่า โจทก์จึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถว แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าที่ดิน ธ. ย่อมหมดสิทธิในที่ดินต้องรื้อถอนตึกแถวออกไป เว้นแต่ ธ. ยินยอมให้ตึกแถวตกเป็นของโจทก์ ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้รับมอบสิทธิในตึกแถวแล้ว ตึกแถวย่อมกลายเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามมาตรา 144 วรรคสอง แต่ ธ. ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวไม่มีอำนาจให้เช่าห้องพิพาทเกินกำหนดระยะเวลาการเช่าที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าที่ดินครบกำหนดแล้ว ระยะเวลาการเช่าห้องพิพาทส่วนที่เกินกว่านั้นย่อมไม่ตกมายังโจทก์ตามมาตรา 569 เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่ในห้องพิพาทอีกต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
                โดยเหตุนั้น จะมองเห็นได้ว่า ไม่ว่าเช่นไรผู้ให้เช่าคนที่เป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิเหนือที่ดินตามหลักกรรมสิทธิ์ บุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิ์ดียิ่งกว่าเจ้าของที่
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ทนายความเชียงใหม่

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com/

Tags : ทนายเชียงใหม่

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

เซ็กส์ห่วย มีผลทางกฎหมายอย่างไร


“เซ็กส์ห่วย” เป็นเหตุ
วันนี้ ทนายความเชียงใหม่ ได้ข้อเท็จจริงจากเรื่องจริง เกี่ยวการฟ้องหย่า มาฝากกัน คือเรื่องมีอยู่ว่า ภริยาได้ด่าสามีว่า “กูเบื่อผู้ชายแก่ ๆ ...เล็ก เซ็กส์ห่วย หัวล้าน ตัวเตี้ย ๆ หน้าเหี้ยใจยังเหี้ย หัวขโมย แบบมึงเต็มที” ศาลได้พิพากษามาแล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นการ หมิ่นประมาทเหยียดหยามสามีและถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนอันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8803/2559 จำเลยใช้ถ้อยคำพูดกับโจทก์ว่า "กูเบื่อผู้ชายแก่ ๆ ...เล็ก เซ็กส์ห่วย หัวล้าน ตัวเตี้ย ๆ หน้าเหี้ยใจยังเหี้ย หัวขโมย แบบมึงเต็มที" และ "กูมีความพร้อมทุกอย่าง สาว สวย เหมาะสมกับหนุ่ม ๆ แข็งแรงฟิตเปรี๊ยะ พร้อมเริ่มต้นใหม่ ไม่มีอะไรยาก กูแต่งงานกับมึงเพื่อประชด อ. เจ็บ ก็แค่นั้น กูไม่ได้พิศวาสมึงเลย..." และส่งข้อความทางโทรศัพท์ว่า "เดี๋ยวกูจะไปนอนให้คนอื่นเอา" เป็นถ้อยคำหยาบคาย อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนอันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และ (6)

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

"หนี้"มรดกตกทอด

      “หนี้ มรดก”
          เมื่อพูดถึงมรดก หลายๆ คนก็ต้องคิดว่า ต้องเป็นทรัพย์มรดก กันทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่า ทางกฎหมายแล้ว มีคำว่า หนี้มรดกอยู่ด้วย วันนี้ ทนายความเชียงใหม่ จึงเสนอหนี้มรดก ให้ทราบกันดังนี้
           ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติว่า ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน
จะเห็นได้ว่า หนี้มรดกทางกฎหมายกำหนดให้ทายาทต้องรับผิดด้วย แต่รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับมาจากกองมรดก ดังนั้น หากว่า ได้รับมรดกมา 100,000 บาท แต่หนี้มรดกมีจำนวน 1,000,000 บาท ทายาทย่อมต้องรับผิดในหนี้มรดกเพียง 900,000 บาท
           ดังนั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เข้าใจกันว่า ตายไปแล้ว ฉันต้องมาใช้หนี้ให้แก่อีก
           ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2545 ท. เป็นหนี้โจทก์อยู่และถึงแก่ความตายลง จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. ย่อมรับไปทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมได้เท่าที่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1601 ส่วนการที่จำเลยทั้งสามจะได้รับมรดกของ ท. และท. จะมีทรัพย์มรดกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันในชั้นบังคับคดี
 

ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง

"ลูกจ้างมีสิทธิอย่างไร เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง"
                 วันนี้ ทนายความเชียงใหม่ จะนำเสนอค่าชดเชย ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง
ซึ่ง กฎหมายขอเงื่อนไข อยู่ 3 ประการ ดังนี้
  1. ไม่ได้กระทำความผิดต่อนายจ้าง มาตรา 119 
  2. ไม่ได้เช็นต์ใบลาออกเอง
  3. ต้องทำงานกับนายจ้างมาแล้ว เกินกว่า 120 วัน ขึ้นไป
มาตรา 119 นั้นมีดังนี้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119  นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย       
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
เมื่อเช้าหลักเกณฑ์ ทั้ง 3 ข้อแล้ว ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย อยู่ 5 ขั้น ดังนี้  
มาตรา 118  ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง  ดังต่อไปนี้
(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณ เป็นหน่วย
(2) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

การเช่าซื้อคอนโด มีได้หรือไม่

สัญญาเช่าซื้อห้องชุด มีได้หรือไม่
                เราคงเคยคุ้นเคยกับการเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ในวันนี้ทนายความเชียงใหม่ จะได้นำเสนอความรู้กฎหมายเกี่ยวกับ การเช่าทรัพย์อสังหาริมทรัพย์หรือห้องชุด มาฝากกันครับ
                การเช่าซื้อทรัพย์กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์แต่อย่างไร ดังนั้น การเช่าซื้อทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ย่อมมีได้ แต่ข้อแตกต่างกันอยู่ตรงที่ว่า การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์เมื่อผ่อนชำระกันครบถ้วนแล้ว จะต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันที่สำนักงานที่ดิน หากเป็นสังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ พัดลม ตู้เย็น เป็นต้น ไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด หลายคนอาจจะอ่านบทความนี้แล้วเกิดข้อสงสัยว่า รถยนต์เมื่อเช่าซื้อชำระค่างวดครบแล้ว ทำให้ต้องไปจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่ง ทนายความเชียงใหม่ขอให้ความรู้จุดนี้ว่า การจดทะเบียนต่อสำนักงานขนส่งฯ ไม่ได้มีผลต่อการโอนกรรมสิทธิ์ทางกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นการจดทะเบียนเพื่อกำกับภาษีของรถยนต์เท่านั้น
               กลับมาที่เรื่อง การเช่าซื้อห้องชุด สรุปแล้ว สามารถมีการเช่าซื้อห้องชุดได้ แต่การชำระงวดครบถ้วนแล้วไม่ให้ได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ หากจะให้สมบูรณ์จะต้องดำเนินจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินฯ เท่านั้น
              ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15303/2558 จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ จำเลยมิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วน แม้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดตกเป็นของโจทก์โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคหนึ่ง แล้วก็ตาม แต่ห้องชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการได้มาโดยนิติกรรมย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะใช้สอยห้องชุดในฐานะเจ้าของทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ได้ จำเลยจึงยังมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนให้แก่โจทก์ ส่วนที่ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อห้องชุด ข้อ 16 กำหนดว่า "เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบเพื่อให้ผู้เช่าซื้อมารับโอนกรรมสิทธิ์และผู้เช่าซื้อจะต้องมาขอรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบ..." ก็ไม่ได้ระบุว่า จำเลยจะดำเนินการเมื่อใด จึงเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ใจของจำเลยโดยแท้ เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลย จนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนและฟ้องคดี เป็นเวลา 12 ปีเศษ จำเลยยังมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเลย ถือว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานจนเกินสมควรไปมาก ที่นายหาญ หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนสมุทรสาคร พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยไม่จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เพราะเหตุว่าประสบปัญหาขาดทุนและเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ก็มิใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ยิง "ชู้" จะติดคุกไหม

ยิง”ชู้” จะต้องรับโทษจะเป็นอย่างไร
              กรณีนำเสนอข้อกฎหมายในวันนี้ ไม่ได้จะเป็นแนวทางในการกระทำความผิด แต่เป็นการให้กรณีให้ศึกษาถึงข้อกฎหมายของไทยว่า หากเป็นกรณีในเช่นนี้แล้ว ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ซึ่งทนายความเชียงใหม่ ขอเล่าข้อเท็จจริงในคดี ให้ทราบดังนี้
              นาย A ได้คบหากับนางสาวB เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต่อมานางสาว B แอบเป็น “ชู้” กับนาย C โดยได้ร่วมประเวณีกับในห้องนอน ปรากฏว่า นาย A เข้ามาในห้องเจอเหตุการณ์ในขณะทั้งสองกำลังร่วมประเวณีกันอย่างไม่เกรงใจใคร แม้กระทั่งเพื่อนข้างห้องทั้งซ้ายขวา นาย A จึงใช้อาวุธปืนยิงนาย C  บาดเจ็บสาหัส โดยไม่ได้สวมเสื้อผ้า นาย A ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ พร้อมอาวุธของกลาง นาย A ยอมรับสารภาพ และให้การปฏิเสธภาคเสธ(ปฏิเสธในข้อกฎหมาย) ว่า นาย A ป้องกันสิทธิของตน เพราะเป็นสามีของนางสาว B
              สู้กันอยู่ 3 ศาล ปรากฏว่า ศาลพิพากษาว่า นาย A มีความผิด ไม่อาจอ้างป้องกันได้ เพราะนาย A ไม่ใช่สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาว B แต่นาย A สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ เพราะนาย A เป็นสามีและก็ได้อุปการะเลี้ยงดู นางสาว B เยี่ยงภริยา ซึ่งนาย C ก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของนาย A กับ นางสาว B แต่นาย C ก็ยังไปลักลอบร่วมประเวณีกับ นางสาว B
               สรุปแล้ว นาย A สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะ ได้ กล่าวคือ ได้รับโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดดังคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้
               คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2544 การกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนที่จะถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิอันบุคคลมีอยู่นั้นต้องเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ด้วย การที่จำเลยยิงผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายลักลอบหลับนอน ร่วมประเวณีกับ ส. ซึ่งมิได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีภยันอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อ ส. การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันสิทธิโดยชอบ แต่แม้ว่าจำเลย และ ส. จะมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แต่จำเลยก็ได้อุปการะเลี้ยงดู ส. เยี่ยงภริยา ซึ่งผู้เสียหาย ก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยกับ ส. แต่ผู้เสียหายก็ยังไปลักลอบร่วมประเวณีกับ ส. การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะ ดังกล่าวจึงเป็นการบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม
               ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า โดยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน ที่จะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินั้นต้องเป็นสิทธิอันบุคคลที่มีอยู่โดยกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสมนึกเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยฎีกาว่า จำเลยยิงผู้เสียหายเพราะได้ยินนางสมนึกร้องให้ช่วยเนื่องจากถูกปล้ำ แต่จำเลยหาว่านางสมนึกมีชู้จะยิงให้ตาย และ ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสมนึก ซึ่งนางสมนึกให้การในวันเกิดเหตุนั้นเอง ก็ได้ความว่าขณะนางสมนึกนอนอยู่กับผู้เสียหายในห้อง จำเลยเข้ามาในห้องและยิงผู้เสียหาย ไม่ได้ความว่านางสมนึกร้องให้ผู้ใดช่วยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายต่อนางสมนึกที่จำเลยจะอ้างว่า ป้องกันสิทธิโดยชอบ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถึง ๓ นัด ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่จากข้อเท็จจริงแห่งคดีแม้จำเลยและนางสมนึกจะมิได้เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายแต่จำเลยก็ได้อุปการะเลี้ยงดูนางสมนึกเยี่ยงภรรยาโดยได้เปิดร้านค้าและห้องพักที่เกิดเหตุให้นางสมนึกช่วยดูแลกิจการร้านค้า ซึ่งผู้เสียหายก็ เบิกความรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยและนางสมนึกว่าเป็นคู่รักกัน แต่ผู้เสียหายก็ยังไปยุ่งเกี่ยวโดยลักลอบ หลับนอนร่วมประเวณีกับนางสมนึก การที่จำเลยยิงผู้เสียหายในขณะดังกล่าว จึงเป็นการบันดาลโทสะโดยข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
            พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำคุก ๔ ปี? ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี และให้ คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลา ที่รอการลงโทษไว้นั้นกับให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้อีก ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๙.

ตอนต่อไปจะนำเสนอ สามีโดยชอบด้วยกฎหมาย ยิง ชู้ มาฝากต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

จากไปโดยไม่ลา อ้างว่าไปทำงาน เกิน 1 ปี ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร

"จะทำอย่างไร ในเมื่อเธอไม่รักฉันแล้ว"
การที่สามีหรือภริยาเราออกจากบ้านไป ไม่สนใจครอบครัว เรียกให้กลับก็ไม่ยอมกลับ จนเวลาล่วงเลยไปเกินกว่า 1 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ ถือว่าเป็นการจงใจทิ้งร้าง โดยทำให้มีผลในทางกฎหมาย ซึ่ง ให้สิทธิแก่ผู้ถูกทิ้ง ดังนี้ 
มาตรา 1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
...
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เรามีสิทธิ์ในการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขอให้หย่าขาดจากกันได้
ทนายความเชียงใหม่ได้นำเข้าคดีที่ศาลตัดสินมาแล้วมาพิจารณาประกอบเรื่องนี้ ดังนี้ 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2550 แม้พฤติการณ์ของโจทก์ในเบื้องต้นเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่ายินยอมให้จำเลยทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม แต่หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คือตั้งแต่ปี 2542 โจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยกลับมาดูแลครอบครัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป แต่จำเลยยังคงยืนยันไม่กลับประเทศไทยรวมทั้งไม่ยินยอมกลับประเทศไทยเพื่อมาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ แสดงว่าจำเลยประสงค์ที่จะทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่สนใจที่จะกลับมาดูแลบุตรและอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาอีกต่อไป ถือว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า 1 ปี นับแต่ปี 2542 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4)

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

การซื้อขายที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส๓) จะสมบูรณ์ตามกฎหมายได้อย่างไรบ้าง

การซื้อขายที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์
การซื้อขายที่ดินประเภท นส.๓ นั้น ตามกฎหมายแล้ว สามารถซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ สอง กรณี
คือ ๑. การซื้อขายโดยตกลงกันว่า จะต้องไปทำการจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน เป็นการซื้อที่ถูกต้องตามแบบ
๒. การซื้อขายที่ดิน โดยตกลงให้ส่งมอบการครอบครองโดยไม่ต้องไปจดทะเบียน เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ทำให้ตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้จดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน แต่ตามกฎหมายแล้ว การส่งมอบการครอบครองย่อมเป็นการสละสิทธิในการครอบครองที่ดินนั้นแล้ว จึงเป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองแทน ทำให้เป็นการซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จะเรียกร้องให้คู่สัญญาไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงซื้อในทะเบียนไม่ได้ แต่มีสิทธิหวงกันสิทธิครอบครองได้ ทั้งนี้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2553
จ. ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสองและมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองครอบครองแล้วในวันเดียวกัน เมื่อการซื้อขายมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่เป็นที่ดินที่ยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ จ. จึงมีแต่สิทธิครอบครอง เมื่อ จ.ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองเป็นการสละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์ทั้งสองย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามมาตรา 1377, 1378 แล้ว จึงเป็นการได้มาด้วยการครอบครองฟ้องบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และจดทะเบียนคัดชื่อจำเลยออกแล้วใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองแทนชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกอันเป็นการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาซื้อขายหาได้ไม่ และเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. เจ้ามรดกแล้ว ก็ไม่มีปัญหาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม หรือไม่ แต่โจทก์ทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วจึงชอบที่จะขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทได้

การกระทำโดยบันดาลโทสะ จะมีอำนาจร้องทุกข์กับตำรวจหรือไม่

ในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย 
ผู้เสียหายโดยนิตินัย หมายถึง ผู้ที่ไม่มีส่วนในการกระทำผิด หรือ ไม่เป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน 
ดังนั้น ผู้เสียหายโดยนิตินัยจะต้องไม่ใช่ผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด จึงไม่ม่ีอำนาจร้องทุกข์กับตำรวจได้
ซึ่งในกรณีนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกา คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21814/2556
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่า น. ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บ. และ อ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ บ. และ อ. จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์และฎีกาด้วย

ในบางครั้ง การชนรถที่ย้อนศรมาเพื่อกลับรถ ก็ไม่เป็นความผิด

ในบางครั้ง การที่เราขับรถมาตามทางปกติ โดยไม่ได้ขับด้วยความเร็ว แต่กลับต้องถูกฟ้องคดีในข้อหา ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งกรณีที่ผจะได้เสนอนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ว ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์สวนทางทางเดินรถตนเองจากช่องเดินรถด้านซ้ายไปยังช่องเดินรถด้านขวา ย้อนกลับมายังจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาลท่าแซะแล่นข้ามถนนไปยังทางเดินรถที่สวนกันทแยงมุมเป็นเส้นตรง โดยผู้ตายไม่หยุดรถที่จุดกลับรถของตนกลับแล่นข้ามถนนที่จุดกลับรถทางเดินรถจำเลยซ่ึี่งจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า ดังนั้น แม้จำเลยจะขับรถยนต์ด้วยความเร็วต่ำกว่า ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำเลยก็ไม่เห็นรถจักรยานยนต์และห้ามล้อได้ทัน ผู้ตายจึงเป็นฝ่ายประมาทขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถยนต์จำเลย(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๙๐๘/๒๕๕๖)
คดีนี้ ศาลยกฟ้องจำเลย เพราะว่า
๑.ว ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์สวนทางทางเดินรถตนเองจากช่องเดินรถด้านซ้ายไปยังช่องเดินรถด้านขวาย้อนกลับมายังจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาลท่าแซะแล่นข้ามถนนไปยังทางเดินรถที่สวนกันทแยงมุมเป็นเส้นตรง (ประมาท ๑)
๒.ผู้ตายไม่หยุดรถที่จุดกลับรถของตนกลับแล่นข้ามถนนที่จุดกลับรถทางเดินรถจำเลยซ่ึี่งจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า (ประมาท ๒)
๓.จำเลยจะขับรถยนต์ด้วยความเร็วต่ำกว่า ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำเลยก็ไม่เห็นรถจักรยานยนต์และห้ามล้อได้ทัน
๔.ผู้ตายจึงเป็นฝ่ายประมาทขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถยนต์จำเลย

โทษของการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

การเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นโมฆะ

หลายคนที่ได้อ่านบทความนี้ ย่อมต้องได้กู้ยืมเงินกันมาแล้วทั้งนั้น มิฉะนั้น คงไม่เข้ามาอ่านบทความนี้อย่างแน่นอน เมื่อมีการกู้ยืมเงินแล้ว จะต้องมีการเรียกดอกเบี้ยในระหว่างกู้ยืมอย่างแน่นอน และในขณะนี้ ทางหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการทางกฎหมายในการวาดล้างเงินกู้นอกระบบ ซึ่งทำให้เห็นว่า อย่างไรจึงเป็นการกู้ยืมเงินนอกระบบ วันนี้ กระผมจะได้นำเสนอผลทางกฎหมายว่าเป็นอย่างไร การกู้ยืมเงินนอกระบบหรือการกู้ยืมเงินที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นั้น ย่อมมีความผิดทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความผิดในทางแพ่งและทางอาญา
ในทางแพ่งนั้น
กฎหมายกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยระหว่างกันได้ เพียงร้อยละ ๑๕ ต่อปีเท่านั้น หากมีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่านี้ ย่อมตกเป็นโมฆะในส่วนของดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นตามสัญญาไม่ได้ตกเป็นโมฆะไปด้วย ทั้งนี้ ผู้ให้กู้ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในระหว่างผิดนัดชำระเงินต้นคืนได้ หากมีการชำระเงินค่าดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาแล้ว ย่อมสามารถนำไปหักกับต้นเงินตามสัญญากู้ได้ ทั้งนี้ มีกรณีเกิดขึ้นแล้วและศาลได้มีการพิพากษาคดีจนเป็นบรรทัดฐานมาถึงทุกวันนี้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยร้อยละ 1.3 ต่อเดือน หรืออัตราร้อยละ 15.6 ต่อปี ซึ่งเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 มีผลให้ดอกเบี้ยดังกล่าวตกเป็นโมฆะ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้โดยจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์นั้นคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 เมื่อดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะ เท่ากับสัญญากู้ยืมมิได้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำเงินที่จำเลยชำระหนี้ไปชำระต้นเงินทั้งหมด
ส่วนโทษในทางอาญา
กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้กู้จะต้องรับโทษตาม พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ ดังนี้ "มาตรา ๔ บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอําพราง การให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ"

ผู้เช่าตามสัญญากับผู้ครอบครองที่ดินที่เช่า ใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน

_"เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้คุณจะทำเช่นใด"_
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มีว่า นาย A ได้เช่าที่ดินกับนาย B โดยนาย B เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อชำระเงินค่าเช่าที่ดินครบถ้วน และนาย A จะเข้าไปครอบครองที่ดินตามสัญญาเช่า ปรากฎว่า ที่ดินที่เช่ากลับมีนาย C ครอบครองอยู่ ทำให้นาย A ไม่สามารถเข้าไปครอบครองที่ดินที่เช่าได้ นาย A จึงฟ้องคดีขับไล่กับนาย C จึงเกิดปัญหาว่า นาย A สามารถฟ้องคดีขับไล่กับนาย C ได้หรือไม่
จากข้อเท็จจริง จะเห็นได้ว่า นาย A ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองแลไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพียงแต่เป็นผู้มีสิทธิเช่าตามสัญญาเช่าเท่านั้น ซึ่งตามสัญญาเช่าเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่าง นาย A กับนาย B เท่านั้น ไม่ได้ก่อหน้าที่ให้แก่นาย C แต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงทำให้นาย A ไม่สามารถฟ้องขับไล่นาย C ได้ 
ทางแก้ นาย A จะต้องเรียกให้นาย B เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ในการฟ้องคดี จึงจะทำให้นาย A เกิดอำนาจฟ้องคดีกับนาย C ได้ ซึ่ง ข้อเท็จจริงนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนชั้นศาลมาแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13122/2557
ในคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุว่า สัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับกระทรวงการคลังเป็นบุคคลสิทธิที่ให้สิทธิโจทก์ในการใช้หรือได้ประโยชน์ในที่ดิน จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ทำสัญญาเช่าโดยที่โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินจึงไม่มีสิทธิหวงกันผู้อื่น โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ซึ่งผลเท่ากับยกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีว่ามีอยู่จริงหรือไม่ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
ในคดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วมเช่นเดียวกับคดีก่อนโดยที่โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกโดยไม่มีสิทธิบนที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมไม่ยอมรื้อถอนและออกไปจากที่ดินนั้น ย่อมเป็นการรอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยโดยการยื่นฟ้องพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าคือโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และมาตรา 549 ซึ่งคดีนี้โจทก์ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และเมื่อโจทก์ร่วมยินยอมเข้ามาเป็นโจทก์ตามที่โจทก์มีคำขอ ย่อมมีผลทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องจำเลย ซึ่งแตกต่างกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีเพียงลำพัง

เหตุใด การโอนขายที่ดินที่จะซื้อขายกับคุณไปให้บุคคลอื่น ไม่เป็นโกงเจ้าหนี้ !!

กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง 
เรื่องมีอยู่ว่า นาย เอ ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน 15 แปลง กับนาย บี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลง ในราคา 9 ล้านบาท ในวันทำสัญญาจะซื้อขาย นาย เอ ได้ชำระเงินให้แก่นาย บี จำนวน 5 แสนบาทแล้ว ยังคงค้างอยู่อีกจำนวน 8.5 ล้านบาท ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันภายหลังจากทำสัญญา อีก 4 เดือน ปรากฎว่า ระหว่างรอโอนกรรมสิทธิ์ นาย บี ได้แอบเอาที่ดินตามสัญญา จำนวน 3 แปลงไปขายให้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นปัญหาว่า นาย บี โกงเจ้าหนี้ คือนาย เอ หรือไม่

ปรากฎว่า สู้กันอยู่ 3 ศาล ศาลช้ั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า นาย บี มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แต่ศาลฎีกากลับยกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุที่ว่า 
1.เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 1 ในราคา 9,000,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 8,500,000 บาท จะชำระในวันที่ 31 ตุลาคม 2555 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน
2.วันที่ 22 ตุลาคม 2555 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งยืนยันกำหนดวันนัดทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปยังจำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4779, 4780 และ 4781 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน 15 แปลง ที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมโฉนดที่ดิน
3.มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ 
4.สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
5.เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 8,500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายยังมิอาจบังคับกันได้ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
6.การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โอนที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3120/2559
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 8,500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายยังมิอาจบังคับกันได้ โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายในบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 350 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โอนที่ดิน 3 แปลงใน 15 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

การด่ากันทางโทรศัพท์ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ มาดู กัน!!

"ด่ากันทางโทรศัพท์"
เชื่อว่า หลายคนในที่นี้ ได้เคยด่าผู้อื่นทางโทรศัพท์หรือไม่ก็ถูกผู้อื่นด่าทางโทรศัพท์ หากต้องการจะเข้าผิดกับบุคคลเหล่านี้ จะต้องดูกฎหมายก่อนว่า สามารถกระทำได้เพียงใด
ในวันนี้ ผมจะได้นำเสนอข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอาญา เรื่องดูหมิ่นซึ่งหน้า 
โดยมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้ 
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๓ บัญญัติว่า "ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
องค์ประกอบของกฎหมาย คือ 
๑. ผู้ใด
๒.ดูหมิ่น
๓.ผู้อื่น
๔.ซึ่งหน้า
ข้อความที่สำคัญในทางกฎหมายในข้อนี้ คือคำว่า ซึ่งหน้า โดยหลักกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า คำว่า ซึ่งหน้า จะต้องสามารถป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว
ดังนั้น การที่ด่ากันทางโทรศัพท์ซึ่งอยู่คนละท้องที่กัน ย่อมไม่อาจป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันที จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าได้


กรณีนี้ เคยมีการสู่คดีกันมาแล้วศาลได้ตัดสินดังนี้ 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557
จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหาย ด่าว่าและทวงเอกสารจากผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอยู่ที่สถานีบริการขนส่ง (บขส.) ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำเลยอยู่ที่ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นสถานที่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าวดูหมิ่น

โทษของการเป็น"ชู้"

__ชู้__
การเป็นชู้นอกจากจะเป็นการผิดศิลธรรมแล้ว ยังมีผลต่อกฎหมายอีกด้วย
วันนี้ ทนายเชียงใหม่จะนำเสนอข้อกฎหมายเกี่ยวกับผลทางด้านกฎหมายมาฝาก ดังนี้ 
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดผลของการเป็น #ชู้# ไว้ว่า 

"มาตรา 1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้..."
จะเห็นได้ว่า การเป็นชู้ทำให้คู้สมรสสามารถฟ้องหย่าได้ แต่ต้องไม่ใช้ฝ่ายที่ก่อเหตุหย่า 
โดยได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไว้ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2559 โจทก์บันทึกข้อความหลายตอนลงในสมุดบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความรักฉันชู้สาวกับชายอื่น ย่อมทำให้ครอบครัวแตกแยกขาดความปกติสุข อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีความทุกข์ทรมาน ถือว่าได้รับความเดือดร้อนเกินควร การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516
นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถฟ้อง ชู้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายได้อีกด้วย กล่าวคือ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง บัญญัติว่า "สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้"
มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไว้ดังนี้ 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6164/2552 เมื่อโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมได้รับสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ไม่ว่าจะได้อุปการะหรือยกย่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นเมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ยังรับการอุปการะเลี้ยงดูและการยกย่องฉันภริยาอยู่อีกจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสองได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

เมื่อถูกครอบครองปรปักษ์ในที่ดิน จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร


          เมื่อถูกครอบครองปรปักษ์ในที่ดิน จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

            การครอบครองปรปักษ์ มีได้ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีผลทำให้ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้  
            ประมวลกฎหมายแพ่งและณิชย์ มาตรา 1382  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
            ตามหลักกฎหมายดังกล่าว ทำให้เห็นว่า บุคคลอื่นก็สามารถทำให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นของเราได้ หากได้ครอบครองและมีระยะเวลาครบถ้วนตามกฎหมาย อันเป็นการได้กรรมสิทธิ์โดยผลของกฎหมาย
            แต่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์นั้น เป็นเพียงให้ฐานะบุคคลลิทธิหรือเป็นสิทธิระหว่างเจ้าของกับผู้ครอบครองเท่านั้น ไม่ได้รวมถึง บุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ๒ ฐานะดังกล่าว
            ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมายที่ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299  วรรคสอง ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว
                จะเห็นว่า การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะได้มีคำสั่งจากศาลให้เป็นผู้มีสิทธิ์ในที่ดินในฐานะผู้ครอบครองปรปักษ์ จึงจะสามารถขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกได้
            ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีช่องว่างให้เจ้าของที่ดินสามารถเอาที่ดิน(ในรูปแบบทรัพย์สินอื่น)ของตนกลับคืนมาได้ โดยการขายที่ดินที่ถูกครอบครองปรปักษ์ ให้แก่บุคคลอื่นก่อนที่ผู้ครอบครองปรปักษ์จะได้ใช้สิทธิทางศาล ทนายความเชียงใหม่ ไม่ได้คิดขึ้นมาเอง แต่มีแนวคำวินิจฉัยของศาลตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐานอยู่แล้วครับ
                ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2552 บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง หมายถึง บุคคลใดๆ ก็ได้ที่มิใช่เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อธนาคาร ก. เป็นทั้งผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากเจ้าของที่ดินเดิมและยังเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ธนาคาร ก. จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง
               เมื่อธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่ปรากฏว่าซื้อมาโดยสุจริตหรือไม่ อย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามข้อสันนิษฐานอันเป็นคุณแก่ผู้ซื้อว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ถือว่าธนาคาร ก. ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ขึ้นใช้ยันธนาคาร ก. ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แม้เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. ภายใน 10 ปี นับแต่วันรับโอนจากธนาคาร ก. และรับโอนโดยไม่สุจริตก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครองครองปรปักษ์ก็ไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นใช้ยันผู้คัดค้านที่ 1 ผู้รับโอนคนต่อมาได้ เพราะสิทธิของผู้ครอบครองปรปักษ์ขาดตอนไปแล้วตั้งแต่ธนาคาร ก. ผู้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตตอนแรก แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การครอบครองในช่วงหลังที่ธนาคาร ก. และผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนกรรมสิทธิ์มา เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ครบ 10 ปี ก็จะถือว่ามีการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านที่ 1 ครบเวลาได้กรรมสิทธิ์แล้วด้วยหาได้ไม่


ทำลายที่อยู่อาศัยผู้บุกรุกป่าไม้โดยไม่แจ้งให้ทราบก่อน เป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ

                 ทำลายที่อยู่อาศัยผู้บุกรุกป่าไม้โดยไม่แจ้งให้ทราบก่อน เป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ   ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าข...